Pudge's profileที่ว่างของท่าน ClinkzFle...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 03

    เรื่องของผมกับพ่อ จากหนังสือชื่อ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ส่วนที่ 3

    เที่ยงวันรุ่งขึ้นผมขับรถไปแถวนั้นอีกครั้ง สภาพตอนกลางวันดูเลวร้ายกว่าตอนค่ำมาก เพราะไม่มีความมืดช่วยปกปิดความอัปลักษณ์ ผมเพิ่งมองเห็นอีกด้านหนึ่งของเมืองที่ผมอาศัยอยู่มานาน

              ก้าวเดินต่อไป ทำไมพ่อผมถึงพาผมมาที่นี่นะ? มีเพิ่งหมาแหงนขายข้าวแกงจานละห้าบาท ยังมีอีกหรือในกรุงเทพฯ เมืองที่ขายข้าวราดแกงพะแนงเนื้อในห้องแอร์จานละหนึ่งร้อยห้าสิบบาท นอกเพิงเป็นกองขยะใหญ่ แมลงวันบินว่อน หมาผอมตัวหนึ่งกระดิกหางเดินไปมา ราวกับกำลังรอเศษกระดูกสักชิ้นจากคนใจดี ผมนึกถึงเจ้าปักกิ่ง สเปเนียลส์ กับเชาเชาของผม

              ที่แผงลอยมีคนมุงดูอะไรอยู่เต็ม เดินเข้าไปใกล้ๆ และโคลงศีรษะ แผงขายล็อตเตอรี! วันนี้เป็นวันออกผลสลากกินแบ่งที่รัฐบาลเป็นเจ้ามืออย่างถูกต้องตามกฎหมาย

              ก้าวขาออกเดินแต่ก็ชะงัก ความคิดหนึ่งปุดวูบขึ้นในสมอง ผมมองไปรอบตัว แต่ไม่พบ “คน” ที่อยากพบ

              “พ่อ” ผมเรียกเบาๆ

              “เรียกพ่อทำไม?” พ่อผมปรากฏด้านหลังผม

              “พ่อช่วยชี้หน่อยว่า ล็อตเตอรีใบไหนจะถูกรางวัลมั่ง”

              “แกเห็นพ่อเป็นอาจารย์ใบ้หวยไปตั้งแต่เมื่อไหร่”

              “เถอะน่าพ่อ” ผมครึ่งลากครึ่งจูงพ่อไปที่แผงขายล็อตเตอรี

              พ่อหรี่ตามองผมด้วยสายตาครุ่นคิด (แต่ท่านคงเล่นบทมากกว่า ท่านคงรู้ดีอยู่แล้วว่าผมคิดอะไรอยู่ในใจ) พ่อจิ้มนิ้วไปที่ล็อตเตอรีสามสี่ใบบนแผง ผมรีบหยิบสลากหลายใบนั้นขึ้นมาและจ่ายเงินให้คนขาย

     

              “แกคิดว่าทำยังงั้นแล้วสบายใจมากงั้นเรอะ?” พ่อว่าเมื่อเรากลับมาถึงรถแล้ว

              “ก็ดีกว่าเมื่อคืนเยอะ”

              “ล็อตเตอรีสี่ใบที่แกเอาไปมอบให้ผู้หญิงกับเด็กคนนั้นน่ะ จะถูกรางวัลที่สามกับที่ห้าตอนบ่ายนี้ คงช่วยคนพวกนั้นไปได้บ้าง แต่แกรู้มั้ยว่านั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องเลย ยังมีคนแบบนั้นอีกจำนวนมหาศาลที่แกไม่เห็น”

              “ผมคงช่วยทุกคนไม่ได้หรอก ผมไม่ใช่นักบุญ”

              “ไม่จริงหรอก แกสามารถช่วยคนอื่นได้อีกมาก ถ้าแกอยากทำจริงๆ น่าเสียดายที่ตอนพ่อมีชีวิตกลับทำไม่ได้เท่าใดนัก”

              “ทำยังไง?

              “แกน่าจะรู้ไม่ใช่เรอะ แกไม่ใช่คนโง่ ไอคิวก็ไม่ต่ำ”

              “ก็ลูกพ่อนี่”

              “เออ! แต่ทำไมหลุดออดมาคนนึงที่ไม่เอาถ่านยังงี้นะ การงานก็ไม่ทำ สมัยพ่อยังหนึ่ม ทำงานหนักกว่าแกพันเท่า นี่แกขับรถไปไหน?

              พ่อเป็นผี ลองเดาดู

              “ไอ้เวรนี่ไม่ทิ้งนิสัยกวนบาทาเลย”

              “ไปสนามบินครับพ่อ ผมจะไปนอนเล่นที่ฮ่องกงซักสองคืน บางทีจะข้ามไปเล่นรูเล็ตต์ที่มาเก๊าต่อ”

              “อ๋อ! ว่างมากซี”

              “โธ่! พ่อ”

              “กลับบ้านเถอะ อย่าไปเลย”

              “ทำไมครับพ่อ ผมนัดกับเพื่อนสองสามคนที่นั่น”

              “อย่าไปเลย แกไม่ห่วงงานที่บริษัทบ้างเลยหรือ?

              ผมเลิกคิ้ว “ทำไมล่ะพ่อ?

              พ่อผมหายไปแล้ว ผมขมวดคิ้ว นึกถึงสีหน้าของพ่อเมื่อครู่ ช่างเหมือนสมัยผมยังเป็นเด็ก ท่านมักห้ามไม่ให้ผมไปดูหนังกับเด็กคนอื่นๆ หากทำการบ้านไม่เสร็จ อาจจะถูกของท่าน ตั้งแต่ผมรับมรดกกิจการงานต่อจากท่าน ผมไม่เคยดูแลมันจริงๆ จังๆ เลย นาทีนั้นผมเริ่มรู้สึกผิดเล็กน้อย คล้ายกับว่าผมยังไม่ได้ทำการบ้าน ผมหักรถกลับบ้านและครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ตลอดทาง

     

              หยิบอัลบั้มรูปถ่ายพ่อแม่มาดู นานมาแล้วที่ผมไม่เคยมองภาพเหล่านี้ เพ่งพินิจรูปถ่ายของคนทั้งสอง รอยยิ้มสมถะแฝงอยู่ในวงหน้า แม้ท่านจะเป็นมหาเศรษฐี แต่ท่านทั้งสองก็ดำเนินชีวิตอย่งาคนธรรมดา บางทีท่านอาจคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น บางทีผมอาจไม่รู้จักท่านจริงๆเลยก็ได้

              เสียงประกาศข่าวจากโทรทัศน์แทรกรายการละครเมียน้อยคนที่เจ็ดทะเลาะกับสามีคนที่สามลอยมา

              “ข่าวด่วน เมื่อเวลา 17.30 น.วันนี้ เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่ฮ่องกง ขณะเครื่องบินพยายามฝ่าพายุเข้าร่อนลงจอด แต่ชนภูเขาใกล้สนามบิน เนื่องจากทัศนวิสัยเลว นักบินและผู้โดยสารทุกคนเสียชีวิต...”

              สะดุ้งสุดตัว ขนลุกเกรียว ข้อความต่อไปผ่านหูไปอย่างเลื่อนลอย ผมเข้าใจแล้วว่าพ่อพูดเป็นนัยไม่ให้ผมเดินทางวันนี้ทำไม ผมเริ่มได้คิดว่า การที่พ่อช่วยผมรอดตายจากเครื่องบินตกอาจมีเหตุผลอะไรบางอย่างแฝงอยู่

              ผมครุ่นคิดถึงเรื่องนี้หลายวัน พ่อผมตายไปแล้วแน่นอน และตัวผมเองก็ยังมีชีวิตอยู่ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน อำนาจอะไรบางอย่างทำให้ท่านปรากฏตัว และพยายามเปลี่ยนวิถีชีวิตผม แต่เพื่ออะไร? บางทีพ่อผมเป็นเพียงตัวประสานงานระหว่างผมกับอะไรบางสิ่งเหนือธรรมชาติ...

              “พ่อครับ...”

              “หือ...”

              “ที่ที่พ่ออยู่เป็นยังไง?” มีสวรรค์ไหม? มีพระเจ้าจริงไหม?

              “แกจะรู้ไปทำไม?

              “จักรวาลเรากว้างแค่ไหน? เกิดจากอะไร? คนเราตายแล้วไปไหนครับ?

              “วันนึงแกจะรู้เอง ตอนนี้มันไร้ประโยชน์ที่จะรู้”

              “คนเราเกิดมาทำไม พ่อ?

              “ทำไมแกช่างมีคำถามไร้สาระเยอะนักล่ะ? มันเป็นอจินไตยอย่างที่พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ ในเมื่อแกเกิดมาแล้วก็จงดำเนินชีวิตไปให้ดีที่สุดจนตาย เหมือนกับถ้าแกเรือแตก ต้องไปลอยคออยู่กลางทะเลคนเดียว แกก็ไม่ควรถามหรือบ่นว่าทำไมเราต้องมาลอยคอกลางทะเลด้วย ที่แกควรจะคิดคือว่าทำยังไงจึงจะไม่จมน้ำตายและเข้าหาฝั่งให้ได้ต่างหาก”

              “พ่อมาหาผมก็เพราะเห็นว่าผมกำลังจะจมน้ำตายหรือ?

              “ใช่ ทั้งๆที่แกไม่ได้ลอยคออยู่เปล่าๆ แกมีเสื้อชูชีพอย่างดี แต่แกไม่ยอมออกแรงว่ายไปเลย เด็กผู้หญิงในสลัมที่พับถุงขายคนนั้นไม่มีชุดชูชีพติดตัวยังว่ายเต็มที่เลย”

              ผมพูดเสียงแผ่วเบา “แย่มากใช่มั้ยพ่อ?

              “ยังดีที่รู้ตัว อีกไม่นานพ่อก็ต้องไปตามวิถีของพ่อ แกก็คงต้องเป็นตัวของแกเองซักที...”

              สายตาของพ่อขณะจิตนั้นดูมีชีวิตกว่าคนมีชีวิต นาทีนั้นผมรู้แล้วว่าตลอดเวลาที่ผมอยู่กับท่าน ผมไม่เคยรู้จักท่านจริงๆเลย ไม่จนกระทั่งวันนี้

              นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมพบพ่อ เมื่อตอนที่ผมเข้าใจในคำว่าภาพลวงตาของพ่อ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่พ่อทิ้งเป็นมรดกให้ผมก็ถูกการปรับอัตราค่าเงินแลกเปลี่ยนพลิกกิจการจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผมมองภาพประชาชนที่แห่กันไปถอนเงินด้วยความไม่เชื่อในสายตา บริษัทที่พ่อผมเพียรสร้างมานานหลายสิบปีแทบจะล้มลงในวันเดียว โอกาสที่จะรื้อฟื้นสถานะบริษัทขึ้นมาใหม่สำหรับคนหนุ่มไม่เอาถ่านคนหนึ่งเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป พ่อเคยบอกว่าผมเป็นคนฉลาด แม้จะกะล่อนไปบ้าง แต่ทำไมผมคิดอะไรตอนนี้ไม่ออก

              เป็นเวลาหลายวันหลายคืนที่ผมเรียกหาพ่อเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาให้ผมอีกครั้ง

              “พ่อ พ่ออยู่ไหน? ผมต้องการพบพ่อ” แต่ท่านไม่เคยปรากฏตัวมาอีกเลย

              เรื่องของผมกับพ่อมีเพียงเท่านี้ ผมยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร หลายเดือนต่อมา เมื่อท้อแท้กับปัญหาที่ท่วมท้นศีรษะ ผมมักไปเดินเล่นที่สลัมแห่งนั้นอยู่บ่อยครั้ง ไปแอบดูเด็กหญิงคนนั้นพับถุงกระดาษก่อนกลับมาทำงานต่อ และรู้สึกเป็นสุขไปด้วยเมื่อเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นโตขึ้น ท่าทางมีความสุขขึ้น

     

              เมื่อผมอายุได้หกสิบ ผมโคลงศีรษะทุกครั้งที่เห็นลูกชายคนเดียวของผมขับรถออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่ข้างนอก ผมอ้าปากจะพูดว่า “แกอย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตา...” แต่ผมก็ปิดปากตัวเอง บางทียังไม่ถึงเวลา บางทีเขาอาจจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองในวันหนึ่ง

              แต่อย่าเป็นช่วงหลักจากที่ผมตายไปแล้วเลย ผมไม่อยากเหนื่อยเหมือนอย่างพ่อของผม

    Someone on Windows Live

    Comments (1)

    Witsarut Hannapachewin - Aug. 3, 2009

    ชอบตรงนี้
    “คนเราเกิดมาทำไม พ่อ?”

    “ทำไมแกช่างมีคำถามไร้สาระเยอะนักล่ะ? มันเป็นอจินไตยอย่างที่พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ ในเมื่อแกเกิดมาแล้วก็จงดำเนินชีวิตไปให้ดีที่สุดจนตาย เหมือนกับถ้าแกเรือแตก ต้องไปลอยคออยู่กลางทะเลคนเดียว แกก็ไม่ควรถามหรือบ่นว่าทำไมเราต้องมาลอยคอกลางทะเลด้วย ที่แกควรจะคิดคือว่าทำยังไงจึงจะไม่จมน้ำตายและเข้าหาฝั่งให้ได้ต่างหาก”

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://clinkzfletcher.spaces.live.com/blog/cns!AF54AE87B37E261!1517.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None